รีวิวหนัง Rosewood Lane เรื่องราวของ ด็อกเตอร์ ซอนนี่ เบลค(โรส แมควากอน) จิตแพทย์สาวชื่อดังประจำรายการทอล์คโชว์ทางวิทยุ ที่ตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดใน โรสวู้ด เลน หลังจากที่พ่อขี้เหล้าของเธอเสียชีวิตลง เพราะอาการติดแอลกอฮอล์ ที่นั่นซอนนี่ได้พบกับดีเรค บาร์เบอร์ (เดเนียล รอส โอเวนส์) เด็กส่งหนังสือพิมพ์ผู้เต็มไปด้วยความลึกลับและพฤติกรรมปริศนา ยิ่งเหตุการณ์ผิดปกติเริ่มเกิดขึ้นรอบตัวมากขึ้นเท่าไร ยิ่งทำให้เธอแน่ใจว่าการตายของพ่อต้องไม่ใช่อุบัติเหตุ ซอนนี่พยายามจะค้นหาความจริง แต่ทว่าผู้คนรอบข้างกลับมองว่าเธอเป็นบ้า

ซอนนี่เธอกล้าหาญและฉลาด(ในบางครั้ง) แต่เหมือนว่าคนทำกลับไม่ยอมให้คลี่คลายอุปสรรคได้ง่ายๆ และปล่อยปัญหาทิ้งไว้อย่างนั้นโดยที่ไม่เก็บกวาด และสร้างปัญหาต่างๆ ขึ้นมาใหม่ ขณะที่ตัวละครอื่นๆทั้งเพื่อนและตำรวจก็ต่างไว้วางใจเหตุเลวร้ายที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ซึ่งมันตลกมากๆ ในท่าทีของตัวละครหลังจากที่เพิ่งฉลาดสักพักกลับทำตัวดูโง่ในที่สุด ทำให้นึกถึง ATM (David Brooks / 2012 / B- / E+15-20 for Enjoy) หนังเขย่าขวัญที่มีตู้เอทีเอ็มเป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรมซึ่งดำเนินเรื่องด้วยตัวละครสติฟุ้งเมื่อตกอยู่ในพื้นที่ปิดตาย โดยส่วนตัวแล้วชอบการดิ้นรนเอาชีวิตรอดแบบไม่เข้าท่าของตัวละครและนำมาสู่ความตายในท้ายที่สุด ซึ่งใน Rosewood Lane ก็มีลักษณะคล้ายกันแต่ต่างกันที่ที่เกิดเหตุไม่ใช่สถานที่ปิดตาย แต่ตัวละครรนหาที่ตายด้วยการทำตัวเสมือนว่าถูกออกกฎอยู่ในบ้านท่ามกลางสถานการณ์เคอร์ฟิวที่หนีไปไหนไม่ได้ยังไงยังงั้น

ความแปลกประหลาดของเด็กส่งหนังสือพิมพ์วายร้ายดูลึกลับน่าสนใจมาก ด้วยการเล่าลักษณะตัวละครด้วยการกระทำแบบปีศาจซาตานและคนโรคจิต และเส้นทางการปรากฏตัวที่ไม่ชัดเจนราวกับสัตว์ประหลาดหรือผู้มีอิทธิฤทธิ์เวทมนต์คาถา และก่อการณ์โดยไร้เหตุผลในแรงจูงใจที่แน่ชัด ซึ่งดีที่คนทำไม่ได้บอกรายละเอียดไปมากกว่าการเป็นตัวอันตรายของมันส่งผลให้การคาดเดาเรื่องราวของคนดูไม่เสถียร มันจึงเต็มไปด้วยปริศนาที่น่าหวาดระแวงและอยากติดตามเรื่องราว อย่างหนึ่งที่คนดูจะตั้งคำถามและพยายามเดาทางคือว่าตกลงแล้วจริงๆ มันเป็นตัวอะไร ทำอะไรได้บ้าง ซึ่งตอนท้ายเฉลยได้เหวอมากๆ แต่เสียดายที่ใช้ลิมิตความอันตรายของมันได้ไม่สุดเท่าที่ทุกอย่างเอื้อให้ไปถึงได้มากกว่านี้หากคนทำต้องการจะไปถึงในส่วนของความรุนแรงจริงๆ และสงสัยยิ่งกว่าว่าทำไมมันต้องมาทำงานเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์???

ความประหลาดของซอนนี่ นักจิตวิทยาสาวก็มีมาสู้ไม่แพ้กัน ทำให้นึกถึง คริสตีน ตัวละครนางเอกใน Drag Me to Hell (Sam Raimi / 2009 / A / E+30 for Enjoy) ซึ่งเป็นไปได้มากว่าเธออาจจะสืบทายาทกันมาแต่ปางก่อน ถึงแม้ซอนนี่จะใจสู้ทรหดไม่เท่าเส้นรอบวงเม็ดกระดุมเสื้อที่ต้องคำสาปของคริสตีน แต่ซอนนี่ก็สู้บ่ยั่น ด้วยความเป็นคนที่มันใจในภูมิความรู้ระดับด็อกเตอร์ของตัวเองที่ไขว่คว้าเพื่อบดบังปมอดีตความสัมพันธ์ที่ร้าวรานระหว่างเธอกับพ่อ ทำให้เธอเป็นหญิงนักสู้ที่ไม่กลัวแม้กระทั่งเด็กส่งหนังสือพิมพ์ที่เพื่อนบ้านเตือนว่าเป็นซาตาน เธอสามารถวิ่งสู้ฟัดตามจักรยานของซาตานหนุ่ม โดยยากที่จะหยั่งรู้กระบวนการคิดวิเคราะห์ตัดสินใจของเธอในเหตุการระทึกนี้ อีกทั้งยังมีกองทัพหมาย่อมๆ ของเพื่อนบ้านวิ่งไล่ตามมาติดๆ ลองคิดดูสิว่าในฉากลุ้นระทึกขณะหญิงคนหนึ่งวิ่งไล่ตามคนร้ายที่กำลังปั่นจักรยานหนีไป ขณะเดียวกันก็มีเหล่าหมาเพื่อนบ้านหลากสายพันธุ์ทั้งพูเดิ้ลขนปุย และร็อตไวเลอร์ขาโหด มันจะเกิดอารมณ์แบบไหนได้ ฉากนี้จึงกลายเป็นฉากลุ้นระทึกที่ตลกมากๆ ว่าทำไมหมาต้องวิ่งตาม ซึ่งต่อมาหนังก็ทำให้หายสงสัย และแน่นอนว่าความอึดทนดั่งควายธนูสาวของซอนนี่ไปไกลมากกว่านั้นในตอนท้ายเรื่อง

ชอบมากๆ ในส่วนที่คนทำไม่ได้ให้ความใส่ใจการลาจากของตัวละครอย่างฟูมฟายที่มักจะเห็นได้บ่อยๆหลังเหตุการณ์พลัดพรากจากตายของตัวละคร โดยเฉพาะตัวละครสำคัญอย่างบาร์เร็ตต์ ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ ทำให้ดูเหมือนว่าการถาโถมความช่วยเหลือเป็นห่วงเป็นใยคร่ำครวญเมื่อสักครู่เป็นเพียงการเสแสร้งของตัวละคร และไปไกลกว่านั้นเมื่อบาร์เร็ตต์ไม่ได้ถูกกล่าวถึงอีกเลย สร้างประสบการณ์ใหม่ในการดูหนังได้น่าฉงนดี

และซอนนี่ในฐานะนางเอกของเรื่องมาตลอดก็ไม่ได้มีจุดสรุปของชีวิตที่แน่ชัดในตอนท้ายเช่นกัน แต่กลับให้ความสำคัญกับการเฉลยตัวตนลึกลับของเด็กส่งหนังสือพิมพ์ด้วยตัวละครที่แทบไม่สำคัญเลย ซึ่งทำคนดูเหวอรับประทานมากทีเดียว ในส่วนนี้ทำให้เริ่มไม่แน่ใจว่าการดำเนินเรื่องทั้งหมดที่คิดว่าเป็นความผิดพลาดนั้นแท้จริงแล้วคนทำตั้งใจกวนประสาทของคนดูหรือเปล่านะ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็ถือว่าเป็นความกวนที่กล้าหาญชาญชัยมากเลยทีเดียว

ถึงแม้มันจะสะดุดขาตัวเองล้มอยู่บ่อยๆ แต่เป็นการล้มในท่าที่ตลกพิลึกพิลั่นจนจดจำได้ การไม่มีจุดสรุปของซอนนี่ และบาร์เร็ตต์นั้นก็คล้ายๆ ว่าเรื่องราวของ Rosewood Lane จะมีต่อในภาค 2 และเป็นหนังเขย่าขวัญที่ต้องทิ้งความเขย่าขวัญไว้ข้างหลังและซึมซับความประหลาดให้กลายเป็นความบันเทิงอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ